ผู้บริหารโรงเรียน จะบริหารจัดการ”สะเต็มศึกษา”ในโรงเรียน อย่างไร

การบริหารจัดการ “สะเต็มศึกษา” ในโรงเรียน
 
                                                                                                      

ผู้บริหารโรงเรียน ต้องมอง “สะเต็มศึกษา” ใน 3 มิติ
          1. มิติของเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่มีความทันสมัย
นอกเหนือจากเนื้อหาที่กำหนดในสาระการเรียนรู้(แกนกลาง)ตามหลักสูตรที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ผู้บริหารต้องกระตุ้นและกำกับดูแล ให้ทั้งครูวิทยาศาสตร์ และครูคณิตศาสตร์ เชื่อมโยงความรู้ที่สอนกับความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องหรือมีการพัฒนาตามยุคสมัย เนื่องจากความรู้พื้นฐานตามหลักสูตรอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดแนวคิดในการแก้ปัญหาได้

 

          2. มิติของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน
                    – ในรายวิชาทางคณิตศาสตร์ นอกจากการสอนเนื้อหาวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ในการสอนครูต้องเน้น “การนำคณิตศาสตร์ไปใช้สถานการณ์จริงต่างๆ” และ มองหาความสัมพันธ์และแปรผันได้หลากหลาย
                    – ในรายวิชาทางวิทยาศาสตร์ นอกจากการสอน“ความรู้วิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็น เนื้อความรู้ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ในการสอนครูต้องเน้น “สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์” ที่แสดงถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในบริบทของชีวิตจริง และจัดการเรียนการสอนเน้น “การสืบเสาะความรู้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (
Scientific Inquiry-based learning)”
                    – ในทุกๆ รายวิชา วิธีจัดการเรียนการสอนต้องส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ เน้นการเรียนแบบปฏิบัติหรือลงมือทำ(
Active learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนแบบร่วมมือ(Collaborative learning)

 

3. มิติของการจัด “กิจกรรมสะเต็ม”
          โดยที่ “กิจกรรมสะเต็ม” เป็นกิจกรรมต่อยอดที่ใช้พื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ในการแก้ปัญหาชีวิตจริง โรงเรียนอาจบริหารจัดการให้มีการจัด “กิจกรรมสะเต็ม” ดังนี้
                    1. ภายหลังจบหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
                    2. ภายหลังจบรายวิชาทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
                    3. จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม หรือชุมนุม
          โดยเวลาในการจัด “กิจกรรมสะเต็ม” ควจจะยืดหยุ่นตาม “เป้าหมายของการแก้ปัญหา และ วิธีแก้ปัญหา” เนื่องจากสถานการณ์ของปัญหาเดียวกัน ผู้แก้ปัญหาอาจมีเป้าหมายของการแก้ปัญหา และ วิธีแก้ปัญหา ต่างกันได้
 
          การจัดครูเข้ารับผิดชอบ  ควรจัดให้ครูในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบการทำ “กิจกรรมสะเต็ม” โดย
                    – ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ อื่นๆ ยกเว้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
  เป็นที่ปรึกษาประจำกลุ่มของนักเรียน มีบทบาทในการช่วยนักเรียน “มองสถานการณ์ในชีวิตจริงที่มีปัญหาหรืออุปสรรคซ่อนอยู่”   ” ช่วยนักเรียนระบุปัญหา”  “สร้างความตระหนักในปัญหา”  “ช่วยวางแผนการปฏิบัติ”    “ติดตามการแก้ปัญหา”  
                    – ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
   มีบทบาทในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  รวมทั้งวิธีการทางวิศวกรรม เข้ากับการแก้ปัญหานักเรียน